หน้าแรก สมาชิก รายการวัตถุมงคล ตะกร้าวัตถุมงคล วิธีชำระวัตถุมงคล วิธีบูชาวัตถุมงคล ประวัติวัด ติดต่อวัด เว็บบอร์ด
สมาชิก Log in
อีเมล์
รหัสผ่าน
สมัครสมาชิกใหม่
ลืมรหัสผ่าน






ค้นหาวัตถุมงคล
 
 
 
หมวดวัตถุมงคล
  พระบูชา
  พระเหรียญ
  พระผง
  เครื่องราง
วัตถุมงคลของคุณ
รหัสวัตถุมงคล ราคา จำนวน
ยังไม่มีวัตถุมงคลอยู่ในตะกร้า
  • ชำระค่าวัตถุมงคล
  • แก้ไขรายการวัตถุมงคล
  • วิธีสั่งบูชาวัตถุมงคล
  •  

    ประวัติความเป็นมาของการเจริญพระพุทธมนต์

    ประวัติความเป็นมาของการเจริญพระพุทธมนต์
     
         การเจริญพระพุทธมนต์มีจุดกำเนิดมาจากการศึกษาเล่าเรียนพระพุทธพจน์ เพื่อทรงจำและสืบต่อคำสั่งสอนของพระพุทธองค์โดยตรง โดยพระสงฆ์สาวกสมัยพุทธกาลได้นำพระสูตรต่างๆ มาสวดสาธยายในรูปแบบการบริกรรมภาวนาให้เกิดเป็นสมาธิ จึงเรียกว่า พระพุทธมนต์

    เมื่อบริกรรมภาวนาพระพุทธพจน์จนจิตเป็นสมาธิ  ย่อมเกิดพลานุภาพในด้านต่างๆ    เช่น ทำให้เกิดสิ่งที่ดีงามขึ้นในชีวิต จิตใจไม่ดีก็จะดี ชีวิตไม่ดีก็จะดี สุขภาพไม่ไก้ก็จะดี หน้าที่การงานไม่ดีก็จะดี ครอบครัวไม่ดีก็จะดี ในขณะเดียวกันก็ต้านทานสิ่งที่ไม่ดีออกไปจากชีวิต

    ต่อมาจึงมีผู้นิยมนำพระพุทธพจน์มาใช้เป็นพระพุทธมนต์เพื่อต้านทานสิ่งไม่ดีทั้งหลาย  พระพุทธมนต์จึงถูกเรียกว่า “พระปริตร” แปลว่า เครื่องต้านทาน  ป้องกัน  รักษา

    ต่อมาภายหลัง พระพุทธมนต์ที่มีอานุภาพในการต้านทาน คุ้มครอง ป้องกัน รักษา จึงถูกเรียกว่า พระปริตร  ตามไปด้วย

    การศึกษาเล่าเรียนพระพุทธพจน์ในครั้งพุทธกาลนั้น  ใช้วิธีเรียนแบบบอกปากต่อปาก  แล้วท่องจำสวดสาธยายต่อๆ  กันมาเรียกว่า   มุขปาฐะ  วิธีเล่าเรียนพระพุทธพจน์ที่เรียกว่ามุขปาฐะนี้  พระสาวกใช้มาตั้งแต่สมัยพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่  โดยพระสงฆ์ในสมัยนั้นแบ่งหน้าที่กันท่องเป็นหมู่คณะตามความถนัด เช่น

      ๏ พระอุบาลีเถระทำหน้าที่ทรงจำพระวินัย  ภิกษุผู้สนใจเกี่ยวกับพระวินัยก็เรียนพระวินัยจากพระอุบาลีเถระ 
      ๏ พระอานนท์เถระทรงจำพระสูตร  ภิกษุผู้สนใจเกี่ยวกับพระสูตรก็เรียนพระสูตรต่อจากพระอานนท์เถระ 
      ๏ พระสารีบุตรเถระทรง จำพระอภิธรรม  ภิกษุผู้สนใจเกี่ยวกับพระอภิธรรมก็เรียนพระอภิธรรมต่อจากพระสารีบุตรเถระ

    แล้วก็ร่วมกันสวด สาธยายเป็นหมู่คณะๆ  ตามโอกาส แม้ที่พักอาศัยก็จะอยู่รวมกันเป็นคณะ เพื่อสะดวกต่อการร่วมกันสวดสาธยายพระพุทธพจน์ที่ตนถนัด

    การสืบต่อพระพุทธพจน์ด้วยวิธีท่องจำยังปรากฏว่า  ครั้งหนึ่ง พระเถระรูปหนึ่งชื่อว่าโสณกุฏิกัณณะเดินทางจากชนบทห่างไกลมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ทรงรับสั่งให้พระเถระพักอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกับพระองค์  พอตกดึก จึงให้ท่านสวดพระสูตรให้สดับ  พระเถระสวดพระสูตรให้พระพุทธองค์ สดับถึง  ๑๖  สูตรก็พอดีสว่าง และเมื่อพระพุทธองค์ประชวรก็ได้ให้  พระ มหาจุนทะสวดโพชฌงคสูตรให้สดับ จนหายจากอาการประชวร

    นอกจากนั้น ในพระวินัยปิฎกยังระบุว่า ในอาวาสที่มีพระภิกษุจำพรรษาอยู่มากรูป  จะต้องให้มีพระภิกษุสวดปาติโมกข์ คือ การสวดทบทวนศีล ๒๒๗ ข้อของพระสงฆ์ได้หนึ่งรูปเป็นอย่างน้อย  หากไม่มีจะต้องขวนขวายส่งไปเรียนยังสำนักที่มีผู้สวดได้  หาก ไม่ทำเช่นนั้นก็จะปรับอาบัติแก่เจ้าอาวาสเพราะโทษที่ไม่ใส่ใจจะให้มี ผู้ทรงจำพระปาติโมกข์  แสดงให้เห็นว่าสมัยพุทธกาลนั้นได้มีการนำพระพุทธพจน์มาท่องบ่นสาธยายกันอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว

    ลำดับพระเถระที่สืบต่อพระพุทธพจน์

    ในสมันตปาสาทิกา  คัมภีร์อรรถกถาอธิบายพระวินัยปิฎกได้ แสดงลำดับพระเถระที่สืบต่อพระวินัยตั้งแต่พระอุบาลีเถระจนถึง สังคายนาครั้งที่  ๓  สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช  มีลำดับพระเถระ  ๕  ท่าน  ดังนี้

      ๏ พระอุบาลีเถระ ทรงจำไว้เฉพาะพระพักตร์พระพุทธเจ้า
      ๏ พระทาสกะ  ทรงจำต่อจากพระอุบาลีเถระ
      ๏ พระโสณกะ  ทรงจำต่อจากพระทาสกะ
      ๏ พระสิคควะ  ทรงจำต่อจากพระโสณกะ
      ๏ พระโมคคัลลีบุตรติสสะ  ทรงจำต่อจากพระสิคควะ

    นอกจากนั้น  เมื่อพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่  พระสารีบุตร เถระได้มีการริเริ่มจัดหมวดหมู่พระพุทธพจน์ไว้เป็นแบบอย่างแล้ว  เพื่อสะดวกแก่การทรงจำ  จนเกิดพระสูตรๆ  หนึ่งชื่อสังคีติสูตร  แปลว่า  พระสูตรว่าด้วยการสังคายนา  หรือพระสูตรว่าด้วยการจัดระเบียบ คำสอนนั่นเอง

    ภายหลังพระพุทธองค์ปรินิพพานได้  ๓  เดือน  ได้มีการจัดระเบียบแบบแผนการทรงจำคำสอนใหม่อย่างเป็นระบบ  เรียกว่า  การสังคายนา  โดยพระอรหันต์  ๕๐๐  รูป  มีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน  และได้มีมติจะรักษาพระพุทธพจน์ที่จัดระเบียบไว้แล้วด้วยวิธีมุขปาฐะ  หรือวิธีท่องจำ  ภายหลังพระพุทธองค์ปรินิพพานประมาณ  ๔๕๐  ปี  จึงได้มีการบันทึกพระพุทธพจน์เป็นตัวหนังสือที่ลังกาทวีป  สาเหตุมาจากบ้านเมืองมีความผันผวนอันเกิดจากภาวะสงครามจึงยากแก่การทรงจำพระพุทธพจน์


    • Update : 27/12/2554
    © Copyright 2011 www.watbangwaek.com All rights reserved